เกรด 4 ที่ว่างเปล่า…ทำไมการศึกษาแบบ 'บุฟเฟต์ AI' ถึงกำลังทำให้สมองเด็กไทยฝ่อลง?

เรากำลังภูมิใจกับเกรด 4 ที่แลกมาด้วยการ "คัดลอก-วาง" หรือเปล่า? มาเรียนรู้วิธีเปลี่ยนจากการ "ให้ AI คิดแทน" มาเป็น "การใช้ AI ช่วยคิด" เพื่อทวงคืนทักษะการวิเคราะห์กลับคืนมา

 

มนุษย์ก้าวเข้าสู่ยุคที่ใช้ AI แทบจะทุกบริบทของชีวิต ตั้งแต่การจัดตารางชีวิต สรุปประชุม หาคำตอบจากงาน การบ้าน โจทย์ปัญหาจากที่เรียน หรือแม้กระทั่งรุ่นใหญ่อย่าง Baby Boomer จะใช้ AI สร้างตุ๊กตา ฟิกเกอร์ และภาพคำอวยพรตามแต่จะใช้ในแต่ละวัน แต่ละศาสนา และถึงแม้ว่าการใช้ AI ในยุคปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่เรากลับยังรับมือและใช้งาน AI ได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

 

ในฐานะอาจารย์ผู้สอน วิทยากร นักการศึกษา นักเขียน หรืออื่น ๆ ตามแต่ท่านทั้งหลายจะสะดวกเรียกให้ผมอยู่ในฐานะใดก็ตาม ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่เมื่อเดินผ่านห้องเรียนสมัยนี้ แต่ไม่ใช่เพราะแอร์เย็นเฉียบ มันเป็นเพราะความเงียบงันที่น่ากลัว (บางครั้งก็เสียงดัง วุ่นวาย เช่นกัน) เด็ก ๆ ก้มหน้าก้มตา ไม่ใช่เพื่อขบคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น แต่กำลังรอกูรูผู้หยั่งรู้ฟ้าดินกึ่ง ๆ จะเป็นเทพเจ้าที่ชื่อว่า AI ผู้ที่จะคายคำตอบออกมาให้เด็ก ๆ ได้คัดลอกและวางลงในกระดาษคำตอบอย่างง่ายดาย

 

เด็กไทยกำลังให้ AI
ทำงานแทนเราหรือไม่ ?

ลองจินตนาการถึงนักกล้ามที่จ้างคนอื่นมายกเวทแทนตัวเอง แล้วหวังว่ากล้ามจะขึ้นที่ตัวเราดูสิครับ ความคิดนี้มันคงตลกมากใช่ไหม? แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาตอนนี้!

 

เรากำลังปล่อยให้เด็ก ๆ ใช้ AI แบบไร้หลักการ เด็ก ๆ โยนการบ้านให้ AI ทำทั้งดุ้น โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการเคี้ยว กลืน หรือย่อยทางความคิด ผมเรียกสิ่งว่า “บุฟเฟต์ AI” แล้วผลลัพธ์ของการเรียนแบบบุฟเฟต์ AI คืออะไร? เราได้การบ้านที่สมบูรณ์แบบ หากเป็นภาษาอังกฤษก็คงได้แกรมมาร์เป๊ะเวอร์ แต่เจ้าของผลงานกลับมีสมองที่ว่างเปล่า ทำไมล่ะ? เพราะทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ที่ควรจะงอกงามกลับเหี่ยวเฉาลง เมื่อสมองไม่ได้ "ฝืน" คิด สมองก็ไม่ได้ "ฝึก" พัฒนาการทางสมองจึงไม่เกิดขึ้น แล้วต้องต่อต้าน AI ใช่ไหม? ต้องโยนคอมพิวเตอร์ทิ้งแล้วกลับไปเขียนกระดานชนวนหรือเปล่า? ความคิดนี้ก็คงแย่มาก ๆ เพราะนั้นก็คงเป็นการดับอนาคตเด็ก ๆ ไปด้วยเช่นกัน

 

ในโลกแห่งอนาคต (ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจุบันก็เป็นอยู่) ตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่มีทักษะด้าน AI เพราะเราต่างรู้ดีว่า AI จะเข้ามาช่วยลดภาระงานของเราได้อย่างมหาศาล หรือพูดง่าย ๆ คือ มนุษย์หนึ่งคนจะทำงานได้ดีขึ้นในแง่ของคุณภาพและปริมาณ เมื่อเราใช้ AI เข้ามาช่วยทำงาน แต่สังเกตข้อความชุดนี้ให้ดี ๆ นะครับ ผมระบุชัดเจนว่า “เมื่อเราใช้ AI เข้ามาช่วยทำงาน” ฉะนั้น การใช้ AI ที่ถูกต้องคือการให้ AI อยู่ในฐานะ “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้ทำงานแทน” การใช้ AI ในลักษณะนี้มีแต่จะส่งผลให้มนุษย์ทำงานได้เร็วขึ้นในขณะที่มนุษย์เองก็ยังคงได้พัฒนาทักษะของตนเองให้เก่งขึ้น เพราะมนุษย์เอางานจาก AI มาปรับปรุงต่อ เติมเต็มความเป็นมนุษย์ เติมเต็มบริบทรอบข้างอื่น ๆ ที่ AI ไม่มีทางรับรู้ได้ เติมเต็มการคิดวิเคราะห์แบบซับซ้อนที่มีอคติอยู่บ้างในผลงาน นั้นแหละครับ มันคืองานของมนุษย์ที่ดูมีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI และหุ่นยนต์ต่าง ๆ ไม่มีทางที่ทำได้ดีไปกว่ามนุษย์เอง

 

อยากได้งานที่ดีต้องเป็นเจ้านายที่ฉลาด
(
Smart Prompting)

อาจต้องใช้วิธีการเปรียบเทียบให้นักอ่านทุกท่านได้เห็นตาม ๆ กันแบบเข้าใจง่าย ผมให้ AI คือ "ยักษ์จินนี่" ที่ซื่อบื้อแต่ทรงพลัง ถ้าคุณขอพรโง่ ๆ คุณก็ได้ผลลัพธ์โง่ ๆ กลับมา (Garbage In, Garbage Out)

 

การใช้ AI ให้ถูกต้อง คือศิลปะแห่งการถาม (Prompt Engineering) เด็กยุคใหม่ต้องเลิกถามว่า "ช่วยเขียนเรียงความเรื่องโลกร้อนให้หน่อย" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "ช่วยวิเคราะห์ผลกระทบของโลกร้อนต่อเศรษฐกิจไทย โดยใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค และขอโครงร่างเพื่อนำไปขยายความต่อ"

 

เห็นความต่างไหมครับ? แบบแรกคือคนขี้เกียจ แบบหลังคือผู้บริหารที่กำลังสั่งงานผู้ช่วยหรือเลขา นี่คือจุดตัดที่แตกต่างว่าใครจะเป็น "เจ้านาย" หรือ "ทาส" ของเทคโนโลยี

 

และในทางทฤษฎีอาจต้องทำความเข้าใจหลักการถามอย่างถูกต้องเพื่อดึงศักยภาพของ AI ออกมาให้มากที่สุด เราจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 1 ใน 4 ขององค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

  1. บุคคล (Persona): คุณคือใคร ต้องการสร้างข้อมูลนี้ให้ใคร
  2. งาน (Task): คุณต้องการให้ AI ทำอะไร
  3. บริบท (Context): คุณมีรายละเอียดในงานนั้น หรือมีข้อจำกัด เงื่อนไข เกี่ยวกับงานนี้อย่างไรบ้าง
  4. รูปแบบ (Format): คุณต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบไหน เช่น รูปภาพ, บทความ เป็นต้น

ยิ่งมนุษย์ถามคำถามได้ดีเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้คำตอบที่ดีมากขึ้นเท่านั้น และคำตอบจาก AI นั้นจะสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อมนุษย์นำผลงานจาก AI มาต่อยอดเพิ่มเติม

 

ถาม AI เป็นอย่างเดียวไม่พอ
ต้องเลือกใช้ AI ให้ถูกด้วย
(The AI Landscape)

โลกของ AI ไม่ได้มีแค่ ChatGPT เหมือนที่โลกนี้ไม่ได้มีแค่รถเก๋ง การจะรอดในยุคนี้ต้องรู้จักเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับงาน เพราะ AI แต่ละชนิดก็มีจุดเด่นและความสามารถที่แตกต่างกัน

 

ผู้ปกครองและครูต้องสอนให้เด็ก ๆ เป็น "วาทยกร" (Conductor) ที่ไม่ได้เล่นดนตรีเองทุกชิ้น แต่รู้ว่าจะชี้ไม้บอกให้เครื่องมือตัวไหนบรรเลงตอนไหน เพื่อให้เกิดซิมโฟนีที่ไพเราะที่สุด

 

“ความเป็นมนุษย์”
คือสิ่งเดียวที่ AI
ไม่มีวันทำได้ดีไปกว่ามนุษย์

ท่ามกลางความฉลาดล้ำของ AI สิ่งที่มันยัง (และอาจจะไม่มีวัน) ทำได้ดีไปกว่ามนุษย์คือ "ความเป็นมนุษย์" ทักษะการเอาตัวรอดในยุคหน้า จึงไม่ใช่การแข่งกันจำข้อมูล เพราะมนุษย์ไม่มีทางจำได้ดีเท่า AI แต่สิ่งที่มนุษย์ต้องแข่งขันกันก็คือ ทักษะทางสังคม (Soft Skills), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือ จริยธรรม (Ethics)

 

เมื่อ AI เขียนจดหมายรักได้หวานซึ้ง แต่ความรู้สึกรักจริง ๆ มันสังเคราะห์ไม่ได้ เมื่อ AI วาดรูปได้สวยหรู แต่มันอธิบาย "ที่มาของความเจ็บปวด" ในภาพนั้นไม่ได้ เราต้องสอนให้ลูกหลานรักษา "จิตวิญญาณ" นี้ไว้ เพราะนี่คือปราการด่านสุดท้ายที่ทำให้เรายังคงเป็น "เจ้านาย" ของเทคโนโลยี

 

ระบบชนชั้นรูปแบบใหม่ที่แบ่งแยกด้วย AI

สังคมกำลังแบ่งแยกชนชั้นในรูปแบบใหม่เป็นสองชนชั้น ไม่ใช่คนรวยกับคนจน แต่เป็น "คนที่ใช้ AI เป็น" กับ "คนที่ถูก AI หลอกใช้" ถ้าเรายังปล่อยให้การศึกษาเป็นเรื่องของการคัดลอกวาง อีกไม่นานเราก็คงไม่ต่างจาก "หุ่นยนต์ที่มีเลือดเนื้อ" ที่สูญเสียจิตวิญญาณอันสำคัญของความเป็นมนุษย์ไป

 

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกตื่นเต้นกับคำตอบสำเร็จรูป แล้วหันมาหลงใหลในความยากลำบากของการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้มนุษย์เก่งขึ้น

 

"จงอย่าลืมว่าในวันที่ปลั๊กหลุด
หรือเซิร์ฟเวอร์ล่ม...
คนที่เหลือรอด
คือคนที่ยัง 'คิดเองเป็น' เท่านั้น"

 


 

Tharnkub

2026-01-05 | 05:23:08

 

 

THARNKUB

จากนักอ่านผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์และปรัชญา สู่นักเขียนด้านการศึกษา เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง และวิถีชีวิต ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักคิดหัวขบถ ผู้ซึ่งสนุกกับการท้าทายทุกมิติของความรู้

5 ม.ค. 2569 Tharnkub
Back To Top